ลดน้ําหนัก ทานอาหารให้บ่อยมื้อขึ้น แต่ลดปริมาณ

ลดน้ําหนัก ข้อนี้นอกจากลดแก๊ส และยังช่วยลดน้ำหนักด้วย หั่นอาหารมื้อใหญ่ๆ 3 มื้อให้เป็นมื้อย่อยประมาณ 5 – 6 มื้อ (ดูปริมาณแคลอรีต่อมื้อให้ดีด้วย) ระวังอาหารจำพวกไขมันทรานส์อย่าให้มีมากเกินไป เชื่อได้ว่าหน้าท้องคุณต้องยุบแน่ๆ ค่ะ ลดน้ําหนัก.

ลดน้ําหนัก

N0.9 ทานอาหารที่ช่วยลดการเกิดแก๊ส

เคยมีการศึกษาพบว่า ชาเปปเปอร์มินท์ ขิงหรือน้ำขิง โยเกิร์ต และสับปะรด มีแบคทีเรียที่ดีบางชนิดอยู่ซึ่งจะช่วยลดอาการพุงป่องลงได้ แนะนำให้ลองทานอาหารเหล่านี้หลังมื้ออาหาร หรือทานเป็นของว่างดูนะคะ

การวิ่งเพื่อลดน้ำหนักจัดเป็นวิธีที่สะดวกและประหยัด จึงเป็นวิธีที่หลายคนค่อยข้างนิยมกัน เพียงแต่สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากหรือคนที่แทบไม่ได้ออกกำลังเลย การวิ่งอาจจะค่อนข้างมีปัญหาเพราะร่างกายไม่เคยชินทำให้วิ่งได้ไม่นานนักก็เหนื่อย นอกจากนั้น การวิ่งที่ไม่ถูกหลักอย่างการฝืนวิ่งเยอะๆ เพื่อหวังลดน้ำหนักให้ได้เร็วๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บและปัญหาสุขภาพอย่างอื่นตามมาได้ด้วย ลดน้ําหนัก

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่น้ำหนักเกินมากๆ จะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้หรอกนะคะ เพราะจริงๆ แล้ว การวิ่งออกกำลังเป็นวิธีลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เพียงแต่ต้องวิ่งให้ถูกวิธีเท่านั้นเองค่ะ วันนี้ GoodlyWomen จึงขอเสนอเทคนิคการวิ่งเพื่อออกกำลังสำหรับผู้เริ่มต้น เป็นเทคนิค “เดินสลับวิ่ง” หรือ W-R-W นั่นเองค่ะ

NO.1 เริ่มจากเดินก่อน

ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ลองเริ่มด้วยการวิ่ง 3 ถึง 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 25 – 30 นาที ในสัปดาห์ถัดมาก็ค่อยแทรกการวิ่งเข้าไป 30 – 45 วินาทีในการเดินออกกำลังแต่ละครั้ง ใช้การเดินสลับวิ่ง และค่อยๆ เพิ่มเวลาในการวิ่งขึ้นมาในแต่ละครั้งโดยที่คุมเวลาไม่ให้เราเองต้องเหนื่อยหอบ ทำอย่างนี้ไปสัก 4 – 5 สัปดาห์ ร่างกายคุณจะแข็งแรงขึ้น และสามารถวิ่งได้ 30 นาทีโดยไม่หอบแฮ่กแล้วล่ะค่ะ

NO.2 เช็คอัตราการเต้นของหัวใจ

การเช็คชีพจรของตัวเองเป็นประจำทุกวัน (ทุกวันนะคะ ไม่ใช่ว่าทำเฉพาะวันที่วิ่งเท่านั้น) เป็นสิ่งสำคัญที่จะสามารถป้องการอาการบาดเจ็บจากการวิ่งได้ ผู้วิ่งหลายๆ คนอาจจะรู้สึกเป็นกังวลกับน้ำหนักของตัวเองมากจนลืมเรื่องนี้ไป และก็อาจจะฝืนตัวเองจนเกิดอาการบาดเจ็บในที่สุด

วิธีบ่งบอกว่าคุณกำลังผลักดันตัวเองเกินกว่าที่จะร่างกายจะรับไหวรึเปล่า (มีคำเรียกว่า overtraining syndrome ซึ่งก็คือ การเร่งออกกำลังกายหนักๆ ในขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อม) ดูได้ด้วยการวัดชีพจรเป็นประจำทุกวัน หากวัดแล้วพบว่า ชีพจรของเราเต้นมากกว่าปกติ 5 – 10 ครั้งต่อนาที (อย่างเช่น จากที่เคย 72 ครั้ง/นาที กลายเป็น 85 ครั้ง/นาที) นั่นก็หมายความว่าคุณกำลังผลักดันตัวเองมากเกินไปแล้ว ต้องเพลาๆ ลงบ้างแล้วล่ะค่ะ

นอกจากจะเช็คอาการบาดเจ็บแล้ว การวัดชีพจรยังสามารถบ่งบอกได้ด้วยว่าการออกกำลังของคุณไปได้สวยรึเปล่า เนื่องจากถ้าคุณวิ่งจนร่างกายแข็งแรงขึ้น หัวใจของคุณก็จะสามารถสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น หมายความว่าจังหวะการเต้นของหัวใจจะช้าลง แต่แข็งแรงขึ้น (ไม่จำเป็นต้องสูบฉีดบ่อย) ดังนั้นผู้ที่หัดวิ่งก็อย่าลืมเช็คชีพจรของตัวเองกันด้วยนะคะ ลดน้ําหนัก.